วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551
ตำราพิไชยสงครามไทย
จึงมีพระราชบัณฑูลดำหรัดสั่ง พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์จ้าวสุริยาวงศ์ ให้จัดเข้าทูลละอองธุลีพระบาทที่มีสติปัญญาชำระคัมภีร์ศาสตร์พยากรณ์ฤกษบนล่างวิทธีวิชาไมยมนต์ เลขยันต์แลอาถันไม้ข่มนาม และพระราชพิธีข่มนามที่พยุหะ ฉลาดในการเรียบเรียงถ้อยคำ และอรรถภาษามคธออกเป็นสยามภาคใต้ จะให้ชำระพระราชตำหรับพระพิไชยสงครามให้ถูกถ้วนเป็นหมู่เป็นเหล่ามิได้ฟั้นเฟื่อนให้รู้เห็นรู้ง่าย (“ตำราพิไชยสงคราม” สมุดไทยคำอักษรไทย เส้นรงค์ 179:หน้าต้น)
ในการชำระดังกล่าวนี้ได้ทำการเชิญสมุดพระราชตำหรับ 14 เล่ม นั้นออกมาชำระตรวจทานความถูกต้องแล้วนำไปใช้ “ให้คัดส่งเข้าไว้ข้างพระกี่ฉบับหนึ่งไว้ ณ หอหลวงฉบับหนึ่ง” คำว่า “ฉบับ” ในที่นี้น่าจะมีความหมายเป็นชุดแต่ชุดหนึ่งควรจะมีตำราพิไชยสงครามจำนวนเท่าใดที่ยังเป็นปัญหาอยู่ไม่น้อย
ตำราพิไชยสงครามฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์อย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวคือ ตำราพิไชยฉบับหมอปลัดเลย์ ซึ่งโรงพิมพ์ของหมอปลัดเลย์ได้ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2418 สำหรับต้นฉบับที่ใช้ในการพิมพ์ดังกล่าวนี้กล่าวว่าได้คัดลอกมาจากฉบับของหลวงพิไชยเสนา (ปลัดเลย์ 2418:หน้าต้น) ในปี พ.ศ. 2460 ตำราพิไชยสงครามที่ถูกนำมาตีพิมพ์อีกครั้งหนึ่งภายใต้ชื่อพิไชยสงครามคำฉันท์ แต่มีเนื้อความของพิไชยสงครามฉบับหมอปลัดเลย์เพียงหน้าที่ 1-17 เท่านั้น สำหรับตำราพิไชยสงครามอีกชุดหนึ่งก็ใช้ชื่อว่า “ตำราพิไชยสงครามคำกลอน” ได้นำต้นฉบับที่เก็บไว้ในหอสมุดวชิรญาณนำมาจัดพิมพ์
ในการสำรวจความสมบูรณ์ของเนื้อหาในตำราพิไชยสงคราม ผู้เขียนได้เปรียบเทียบตำราพิไชยสงครามทั้งสมุดไทยดำ-ขาว ที่มีอยู่ในหอสมุดวชิรญาณตำราพิไชยสงครามที่ถูกจัดพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพบุคคลสำคัญต่าง ๆ ซึ่งใช้ชื่อว่า “พิไชยสงครามคำกลอน” ในด้านของเนื้อหาจัดได้ว่าตำราพิชัยสงครามของหมอปลัดเลย์นั้นมีความสมบูรณ์มากที่สุด ทั้งนี้โดยพิจารณาจาก1. ความสมบูรณ์ด้านเนื้อหา เช่น จากข้อกำหนดของการชำระตำราพิไชยสงครามเมื่อครั้งรัชกาลที่ 3 “เรียบเรียงถ้อยคำและอรรถคธภาคออกเป็นสยามภาคใด” (ตำราพิไชยสงคราม สมุดไทยคำ อักษรไทย เส้นสีเหลือง.179:หน้าต้น) ตำราพิไชยสงครามของหมอปลัดเลย์ก็มีการแปลอรรถมคธออกเป็นภาษาไทยแล้ว
2. เนื้อหาได้แบ่งออกเป็น 3 หมวดใหญ่ ๆ คือ
2.1 กลศึก อุบายสงคราม ยุทธศาสตร์ ยุทธวิถี อุบายสงคราม สาเหตุของสงคราม
2.2 แบบแผนธรรมเนียมราชการ คำสอนข้าราชการ ข้าราชสำนัก ตำราพิไชยเสนา
2.3 เนื้อหาในเรื่องของความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติ โหราศาสตร์ เคล็ด ลาง นิมิต การจับยามคัมภีร์ต่าง ๆ
3. รูปภาพในตำราพิไชยสงคราม ซึ่งแสดงถึงการจัดขบวนกันเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น ครุฑ มักร ฯลฯ ตำราพิไชยสงครามบางฉบับมีรูปภาพอย่างเดียวไม่มีเนื้อหาตำราพิไชยสงครามฉบับหมอปลัดเลย์ มีรูปภาพเช่นกันแต่อาจจะน้อยกว่าเนื่องมาจากเรื่องของการพิมพ์
ตำราพิชัยสงคราม ของจีน
1.ซุนจื่อท่านซุนที่ถูกยกย่องให้เป็นนักการทหารที่ยิ่งใหญ่ มีอยู่ 2 คนซูนอู่ เป็นคนยุคเดียว กับขงจื้อ และอีกคนคือซุนปิน เป็นคนรุ่นหลังอีกประมาณ 100 ปี เป็นคนรุ่นเดียวกับ เม่งจื้อ สมัย จั้นเก๋าะซุนอู่เป็นขุนพลของรัฐฉี (ปัจจุบันคือมณฑล ชานตง) ในปลายยุค ชุนชิว เป็นขุนพลของเฮอลู่อ๋องได้นำตำรานี้เสนอต่อเฮอหลูประมุขรัฐฉี ครองราชย์ระหว่างก่อนคริสต์ศักราช514-490ซุนปิน เป็นกุนซือของ เอยอ๋องแห่งรัฐฉี ใน สมัย 7 รัฐ มหาอำนาจแห่งยุคจั้นเก๋าะตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ เป็นตำราพิชัยสงครามเก่าแก่ที่สุดของจีน เนื้อหายอดเยี่ยมเลิศล้ำ ซุนจื่อ เป็นปรมาจารย์ที่ค้นคว้าหลักเกณฑ์แห่งสงคราม เน้นหนักการวินิจฉัยด้าน ภววิสัย สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ ใช้หลักเหตุและผลพิจารณา แผนที่จะเอาชนะข้าศึกได้อย่างปลอดภัย ( ภว = ความเกิด ความมี ความเป็น) แต่ก็ถูกวิจารณ์ ในเรื่อง เล่ห์เพทุบาย แต่ก็ มีผู้กล่าวว่า นั่นเป็นการพลิกแพลงกฎเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงของยุทธวิธี ต่างหาก
2. หวูจื่อตำราพิชัยสงครามของหวูจื่อ เป็นหนึ่งในหนังสือรวมบทนิพนธ์ของหวูฉี่ อัครเสนาบดีของรัฐฉู่ ในต้นสมัย จั้นเก๋าะ ประมาณ 2,400 ปี ก่อนหวูฉี่เกิดหลังสมัย ขงจื่อ ประมาณ ครึ่งศตวรรษ ที่รัฐเว่ย (อยู่ทางภาคใต้ของมณฑลเหอนานในปัจจุบัน) เกิดก่อน เม่งจื่อ และซุนปิน เคยเป็นศิษย์สำนักเจินจื่อ สานุศิษย์ของขงจื่อ เจินจื่อเป็นศิษย์รุ่นท้ายๆของขงจื่อ มีอายุอ่อนกว่าขงจื่อ 46ปี หวูจื่อ ไปอยู่หลายรัฐจนมาถึงรัฐฉู่ (ในช่วง ก่อน ค.ศ. 445-396 , 395-370 , 410-341 คือ ปี ที่ประมุขแต่ละรัฐครองอำนาจ) ว่ากันว่า หวูฉี่ เป็นคนใจดำอำมหิต หวูฉี่ จะมุ่งมั่นไปข้างหน้าอย่างมั่นใจด้วยอารมณ์คึกคะนอง ไม่ระย่อท้อถอย ตำราพิชัยสงคราม หวูจื่อ จะพูดตรงไปตรงมา มากกว่าตำราพิชัยสงคราม ซุนจื่อ แต่ในด้านลึกของประสบการณ์ชีวิตและการเข้าใจจิตใจของคนอื่นนั้น หวูฉี่ ย่อมสู้ ซุนอู่ ไม่ได้
ตำราพิชัยสงครามหวูจื่อและตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ ถูกยกย่องเคียงคู่กันมาโดยตลอด โดยทั่วไปจะรวมเรียกว่า ตำราพิชัยสงครามซุนหวู หรือซุนวู
3. ตำราพิชัยสงครามของ หวีเหลี้ยวจื่อ (นักการทหารของจิ๋นซีฮ่องเต้ แห่งรัฐฉิน) ก่อนคริสต์ศักราช 237 จิ๋นซีฮ่องเต้ ทรงรวบรวมอาณาจักร 7 รัฐมหาอำนาจความคิดพื้นฐานของหวีเลี้ยวจื่อ ถือว่า สงครามเป็นสิ่งชั่วร้าย ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ ปรารถนา แต่ถ้าเป็นสงครามที่รบเพื่อธรรม ที่ทุกคน สามารถ มองออกแล้ว ก็จักต้องเปิดฉากทำสงครามเข้าพิชิตก่อนอย่างฉับพลันทันที เป็นทฤษฎีการรบ ที่ยึดมั่นในหลักยุทธวิธี ที่ตรงไปตรงมาและสง่าผ่าเผย ปราศจากเล่ห์เพทุบาย เป็นนักการทหารยึดมั่นในหลักยุทธวิธี
( มีละคร เรื่องจิ๋นซีฮ่องเต้ ฉาย ใน ทีวีบ้านเรา จะเห็นชัด กับ หวีเหลี้ยวจื่อ นักการทหาร ที่ดูมีคุณธรรม เมตตาธรรม ขัดแย้งกับ จิ๋นซีฮ่องเต้ ที่โหดร้าย ป่าเถื่อน จริงๆ เกือบตลอดเวลา แต่ ก็ดู จิ๋นซีพระองค์นี้ เป็นพระเอก เจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจตัว ฆ่าคนแบบไม่ต้องกระพริบตา แต่ก็ น่ารัก ดี เหมือนกัน จะบอกให้.... (ดีกว่า จิ๋นชี เวอร์ชั่น อื่นๆ ในความรู้สึกของคนเล่า ) แม้จะโหดๆ เถื่อนๆ ก็ ยังดูดี ถ้าใครไม่ได้ดู ก็จะดู หวีเหลี้ยวจื่อไม่ทันแล้ว เพราะ พอรวม 7 รัฐ เสร็จ ก็ กราบบังคมทูลขอลาออก แต่ จิ๋นซี ฮ่องเต้ไม่ทรงอนุญาต พอสบโอกาสก็ เปิด แน่บ ฝาก สหาย ชื่อ หลี่ซือ กราบบังคมทูลลา แทน หายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว เหลือแต่ผลงาน ความสำเร็จ คนแสดงก็แสดงดีเสียด้วย)
4. ตำราพิชัยสงครามของ ซือหม่าฝา แห่งรัฐ ฉี ในสมัยชุนชิว (กลียุคของจีน ที่รัฐต่างๆ แย่งความเป็นใหญ่ก่อนที่จื๋นซีฮ่องเต้รวบรวมอาณาจักร)กล่าวกันว่า หนังสือเล่มนี้ เป็นของ เถียนหลางจวี ขุนพลใหญ่รัฐ ฉี ยุค อ๋องฉีจิ้นกงเป็นประมุข รัฐฉี ก่อน คริสต์ศักราช 6 ศตวรรษ รัฐฉีเป็นรัฐใหญ่ด้านทิศตะวันออกในยุคที่ ซุนซิวจั้นเก๋าะ กำลังรุ่งเรืองเต็มที่ อ๋องฉีจิ้นกง ครอบครองรัฐฉี นานถึง 58 ปี ขงจื่อ ก็อยู่ในยุคนี้คำว่าซือหม่าคือ ตำแหน่งแม่ทัพ ในสมัยราชวงศ์ โจว ต่อ มาได้กลายเป็น แซ่ ของชาวจีน“ซือหม่าฝา” เข้าใจว่าเป็นตำราพิชัยสงครามของแม่ทัพผู้คุมทัพในสมัยราชวงศ์โจว ไทกงหลี่อ้วนนักการทหารของราชวงศ์โจว ได้รับยศฐาบรรดาศักดิ์ ไปกินเมืองฉี เมื่อตกทอดไปถึง เถียนหลางจวี ๆ ก็ได้รวบรวมขึ้นใหม่ ก่อน คริสต์ศักราช 4 ศตวรรษ เอ้ยอ๋องแห่งรัฐฉี ได้นำเอา ซือหม่าฝา สมัยโบราณ มาเรียบเรียงใหม่ เป็น ซือหม่าฝา โดยแทรกเสริมตำราพิชัยสงคราม ของเถียนหลางจวี เข้าไปด้วย เนื้อหามีคำคมอยู่ไม่น้อยทีเดียว เป็นคติพจน์ของตำราพิชัย สงคราม
5. ตำราพิชัยสงครามของหลี่เว้ยกง (ตำรานี้เกิดจาก ข้อสนทนาของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ ถัง จักรพรรดิองค์ที่ 2 กับขุนพลหลี่เว้ยกง (ลีเจ๋ง )ยอดขุนพลราชวงศ์ถัง ในต้นศตวรรษที่7จักรวรรดิต้าถัง เจริญรุ่งเรืองต่อจากราชวงศ์ สุย จากศตวรรษที่ 7 ถึง ศตวรรษที่10 วัฒนธรรมและวรรณคดี เจริญเฟื่องฟูถึงขีดสุด หลี่เว้ยกง ได้ช่วยพระเจ้าถังไทจง ปราบอริราชศัตรูและเสี้ยนหนามของแผ่นดินราบคาบ เนื้อหาของตำรานี้ขาดข้อเสนอที่เด็ดขาดของตัวเอง แต่ก็พอจะถือได้ว่า เป็นการเก็บสาระสำคัญของตำราพิชัยสงคราม ฉบับต่างๆ ของ สมัยโบราณ
6. ตำราพิชัยสงครามหลิวเทา หรือ ไท่กงหลิวเทา (ไท่กงปินหวบ) เป็นตำราพิชัยสงครามที่เขียนโดย ท่านเจียงไท่กง แม่ทัพใหญ่ของ จิวบู๊อ๋อง ที่ปราบปรามทรราชติวอ๋อง แห่งราชวงศ์ซาง ปรากฏในพงศาวดารห้องสิน ของจีน ภายหลังท่านได้ปูนบำเหน็จเป็นฉีอ๋องปกครองแคว้นฉี
ตำราพิชัยสงคราม คือ ตำราว่าด้วยยุทธวิธีการรบ
ประเทศไทยมีตำราพิชัยสงครามใช้มาตั้งแต่ในสมัยโบราณเ ช่นกัน ซึ่งนอกจากมีเนื้อหาเกี่ยวกับยุทธวิธีการรบด้วย ยังมีความเชื่อทางด้านฤกษ์ยามและโหราศาสตร์รวมอยู่ด้ วย เช่น สมุดตำราพิชัยสงครามในสมัยอยุธยา
ในประเทศไทย ตำราพิชัยสงครามฉบับต่างๆ ที่มีการค้นพบมักเขียนเนื้อหาไว้ในรูปแบบร้อยกรอง เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการจดจำใจความสำคัญของแต่ละกล ยุทธ เช่น กลศึกอย่างหนึ่งชื่อว่า กลพังภูผา ซึ่งมีหลักการสำคัญว่า ให้ล่อข้าศึกด้วยกำลังที่น้อยกว่าของฝ่ายเราเข้ามาใน ที่คับขันแล้วจึงโจมตีให้แตกพ่าย ได้บรรยายความด้วยฉันทลักษณ์ประเภทร่ายไว้ดังนี้
"กลนี้ชื่อ พังภูผา แม้ศึกมาปะทะ อย่าเพ่อระเริงแรง สำแดงดุจเหนน้อย ชักคล้อยแฝงป่าเข้า ศึกเหนเราดูถูก ผูกช้างม้าออกไล่ ยอพลใหญ่กระทบ ผิรบเข้าบอไหว ให้ช้างม้าโรมรุม กลุ้มกันหักอย่าคลา อย่าช้าเร่งรุมตี ศึกแล่นหนีตามต่อย ให้ยับย่อยพรายพรัด ตัดเอาหัวโห่เล่น เต้นเริงรำสำแดงหาร ให้ศึกคร้านคร้ามกลัว ระรั้วระเสิดสัง กลศึกอันนี้ ชื่อว่า พังภูผาฯ"
ตำราพิชัยสงครามที่นับว่ามีชื่อเสียงมาในระดับโลก คือ ตำราพิชัยสงครามของซุนวู ซึ่งแต่งขึ้นเมื่อประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล อันอยู่ในช่วงยุครณรัฐของจีน ทั้งนี้ หนังสือพงศาวดารจีนบางเรื่องที่มีการกล่าวถึงการรบแล ะการใช้อุบาย เช่น สามก๊ก ไซ่ฮั่น ก็อาจนับว่าเป็นตำราพิชัยสงครามได้เช่นกัน
